การประชุมวิชาการ CIOD2013

กำหนดการการประชุมวิชาการ CIOD2013

ผู้ดำเนินการการประชุมฯ ขอแจ้งกำหนดการ การประชุมวิชาการ CIOD 2013 โดยท่านสามารถ download กำหนดการประชุมได้ที่www.ciod2013.kmutt.ac.th/ciod2013_schedule.pdf 


สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 
โทร. 02 470 8271 หรือ email :ciod2013@kmutt.ac.th

วัตถุประสงค์

  • เพื่อส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพของงานวิจัย การนำเสนอผลงานวิจัยด้านการพัฒนาอุตสาหกรรม
  • เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้แลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์เกี่ยวกับความก้าวหน้าของงานวิจัย อันจะนำไปสู่ความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยในลักษณะเครือข่ายและในเชิงบูรณาการร่วมกัน
  • เพื่อเผยแพร่งานวิจัยด้านการวิจัยดำเนินงานสู่องค์กรภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม
  • เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนในสาขาที่เกี่ยวข้อง และพัฒนาบุคลากร ผู้ปฏิบัติการในอุตสาหกรรม

คณะกรรมการดำเนินงาน

 

    • ผศ.ดร.ไชยา ดำคำ ที่ปรึกษา
    • รศ.ดร.บวรโชค ผู้พัฒน์ ประธาน
    • รศ.ดร.เตือนใจ สมบูรณ์วิวัฒน์
    • ผศ.ดร.อิศรทัต พึ่งอ้น
    • ผศ.ดร.อภินันทนา อุดมศักดิกุล
    • ผศ.ดร.เจริญชัย โขมพัตราภรณ์
    • ดร.ไพบูลย์ ช่วงทอง
    • ดร.ช่อแก้ว จตุรานนท์
    • ดร.อุษณีษ์ คำพูล
    • อ.สมพร เพียรสุขมณี
    • อ.มงคล สีนาวัฒน์

ที่มา http://www.ciod2013.kmutt.ac.th/

ซิป้าเสริมเขี้ยวเอกชนพร้อมแข่งตลาดAEC รุกปฏิบัติการสัมมนาทั่วไทยเข้าใจลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์

นายไตรรัตน์ ฉัตรแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)หน่วยงานภายใต้การกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปิดเผยถึงมูลค่าตลาดการผลิต และบริการซอฟต์แวร์ในปีที่ผ่านมาว่า มีมูลค่ากว่า 34,481 ล้านบาท และในปี2556 ตลาดจะมีการขยายตัวต่อเนื่อง โดยมีผู้ประกอบการด้าน ICT กว่า 5,000 ราย

ด้านนโยบายที่จะสร้างอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยให้พร้อมรับการแข่งขันในการก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC มั่นใจเห็นผลใน 1 ปี มีผลงานอย่างเป็นรูปธรรม โดย 3 เดือนแรกจะปรับระบบงานภายใน ส่วนช่วง 6 เดือนจากนี้ไป จะเน้นสร้างตลาดภายในประเทศ พร้อมทั้งเร่งดำเนินมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ในด้านต่าง ๆ ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน

สำหรับแผนระยะยาว ช่วง 12 เดือนจะขยายการส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ออกไปทำตลาดในต่างประเทศด้านของการสร้างบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์มีแผนการที่จะพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนเรื่องซอฟต์แวร์อย่างจริงจังร่วมกับสถาบันการศึกษาต่าง ๆ โดยจะให้น้ำหนักไปกับการเสริมจุดเด่นที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว เพื่อเน้นให้เป็นจุดเด่นที่จดจำได้ทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ

ขณะเดียวกัน SIPA ยังให้ความสำคัญเรื่องการส่งเสริมทรัพย์สินทางปัญญา หรือ intellectual property (IP) จะพยายามดำเนินการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในระยะ 12 เดือน ตั้งเป้าจะเน้นให้เกิด IP ทางซอฟต์แวร์ขึ้นใหม่ไม่น้อยกว่า 20 รายการ และต้องเป็น IP ที่สามารถตีมูลค่าทางพาณิชย์ได้ด้วยซึ่งงานนี้จะทำควบคู่ไปกับงานส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจซอฟต์แวร์ เช่น การผลักดันให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพและมี IP ที่มีมูลค่าเชิงพาณิชย์เข้าสู่ตลาด MAI เป็นต้น

นายไตรฉัตร กล่าวว่า อีกโจทย์ใหญ่คือ เร่งสร้างความพร้อมสำหรับอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ก่อนเข้าสู่AEC 2015 โดยมีแผนงานดังนี้ มุ่งเน้นการจัดสรรกำลังคนทางด้านซอฟต์แวร์เพื่อรองรับ AEC อย่างเป็นรูปธรรม โดยจะเร่งผลิตบุคลากรคุณภาพด้านซอฟต์แวร์ใน 6 กลุ่มอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ที่มีการคัดเลือกมาแล้ว คือ กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มขนส่ง กลุ่มการแพทย์ กลุ่มการศึกษา การเกษตร กลุ่มอัญมณี อย่างจริงจัง และให้ครบวงจรตั้งแต่การคิดค้นลิขสิทธิ์ใหม่ ไปจนถึงการขายบริการซอฟต์แวร์รูปแบบใหม่ เพื่อที่จะทำให้ประเทศที่จะเข้ามาแข่งขันในอาเซียนไม่สามารถเข้ามาแย่งตลาดบุคลากรในด้านนี้ได้

สำหรับปีนี้ซิป้าได้มีโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและผู้ประกอบการ ใน โครงการรณรงค์ส่งเสริมให้เกิดการคุ้มครอง

ทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับซอฟต์แวร์ไทย ได้มีการกิจกรรมสัมมนาใหญ่ให้ความรู้ 5 ครั้งในภาคกลาง เหนือ อีสานและใต้ เจาะกลุ่มเป้าหมาย ผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ และดิจิทัลคอนเทนต์ นักศึกษาในคณะหรือสาขาที่เกี่ยวข้อง เช่น IT , วิทยาศาสตร์ , วิศวกรรมศาสตร์ จากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และบุคคล ทั่วไปที่มีความสนใจ

วัตถุประสงค์โครงการนี้ เพื่อให้ผู้ที่เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือบริการซอฟต์แวร์เข้าใจถึงการปกป้องสิทธิที่ได้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา สามารถมาใช้เชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และปรับตัวรองรับการแข่งขันที่จะเพิ่มขึ้นจากประเทศอื่นในอาเซียน ให้ผู้ประกอบการเข้าใจในกระบวนการจดแจ้งลิขสิทธิ์ผลิตภัณฑ์หรือบริการซอฟต์แวร์ที่ตนเองพัฒนาคิดค้นขึ้น จนนำไปสู่การจดลิขสิทธิ์ ผลิตภัณฑ์หรือบริการซอฟต์แวร์ ชี้ได้เห็นถึง ผลกระทบของการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการซอฟต์แวร์ในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ และผลกระทบในเชิงพาณิชย์ภาพรวมของประเทศ และเพื่อให้ผู้ที่เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือบริการซอฟต์แวร์พัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเองให้พร้อมต่อการเปิดตลาด (Single Market) และขยายตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียน

สำหรับการจัดสัมมนานั้น จะมีการจัดครั้งแรก เรื่อง “การจัดการทรัพย์สินทางปัญญากับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Intellectual Property management for AEC)” ในวันพฤหัสบดีที่ ๒๓ พฤษภาคม นี้จัดที่ จังหวัดขอนแก่น ครั้งถัดไป 13 มิถุนายน ที่ภาคใต้ หาดใหญ่ และวันที่ 27 มิถุนายน ที่ภูเก็ต ส่วนภาคเหนือจัดในวันที่18 กรกฎาคมที่ จังหวัดพิษณุโลก ภาคกลางจัดในวันที่ 25กรกฎาคม ที่ กรุงเทพฯ

ที่มา มติชน

ส.อ.ท. จัดสัมมนาเปิด ”โครงการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการได้รับมาตรฐานกระบวนการผลิตและบริการ ISO 29110 ประจำปี 2556”

กลุ่มอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ขอเชิญสื่อมวลชนทุกท่าน ร่วมงานสัมมนาเปิด ”โครงการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการได้รับมาตรฐานกระบวนการผลิตและบริการ ISO 29110 ประจำปี 2556” ในวันจันทร์ที่ 20 พฤษภาคม 2556 เวลา 09.00 — 12.00 น. ณ ห้อง Meeting Room 3 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีวัตถุประสงค์ในการจัดงานเพื่อมุ่งพัฒนาบริษัทซอฟแวร์ไทย ให้สามารถดำเนินการตามเกณฑ์มาตรฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถดำเนินการตรวจประเมินคุณภาพมาตรฐานตามระบบ ISO 29110 ให้ได้ใบรับรองคุณภาพในระดับสากล ทั้งนี้ภายในงานได้จัดให้มีการสัมมนาใน 2 หัวข้อ คือ ทำไมต้อง ISO / IEC 29110? และหัวข้อ Experience Sharing โดยได้รับเกียรติจากผู้แทนสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ส.อ.ท. ผู้แทนจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ผู้แทนจากบริษัท TOYOTA TSUSHO (THAILAND) และผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มาร่วมสัมมนาในครั้งนี้ด้วย ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 0-2345-1013

ที่มา ThaiPR.net

กระทรวงพลังงานเล็งจัดสัมมนาใหญ่กำหนดทิศทางพลังงานประเทศ

นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกล่าวว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง แต่ยังมีอุปสรรคความมั่นคงทางพลังงานจากความเห็นต่างในการพัฒนาพลังงานควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม กระทรวงพลังงานจึงเตรียมแนวทางหลายด้านเพื่อรองรับ โดยหนึ่งในนโยบายของกระทรวงคือ การเพิ่มปริมาณไฟฟ้าควบคู่ไปกับการบริหารค่าไฟฟ้าให้มีราคาถูก เพื่อส่งเสริมการแข่งขันภาคเอกชน แต่ทั้งนี้ ปัจจุบันยังคงมีการคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จึงต้องรณรงค์ให้ความรู้ต่อเนื่อง นำภาคส่วนต่างๆ ศึกษาโรงไฟฟ้าในหลายประเทศ ซึ่งในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า จะจัดสัมมนาด้านพลังงาน เพื่อแลกเปลี่ยนและระดมความเห็นในการวางทิศทางพัฒนาด้านพลังงานร่วมกันของภาคสังคม และเพื่อรองรับปัญหาพลังงานไฟฟ้า
เบื้องต้นให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยศึกษาแผนการรับซื้อและร่วมลงทุนโรงไฟฟ้าถ่านหินในนิคมอุตสาหกรรมทวายของพม่า ปริมาณ 4,000 เมกะวัตต์ และอาจเจรจาเพิ่มอีก 4,000 เมกะวัตต์ พร้อมยังมีแนวคิดซื้อไฟฟ้าจากจีน แต่จะต้องมีการพัฒนาโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอย่างเป็นระบบก่อน

ที่มา ASTVผู้จัดการออนไลน์

โครงการพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรม(คพอ.) รุ่นที่267

โครงการพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรม(คพอ.) รุ่นที่267

สถาบันไฟฟ้าและอิเล้กทรอนิกส์ (EEI) ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ โครงการพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรม(คพอ.) รุ่นที่267 เขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อเกิดการลงทุนเพิ่มและจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น

วันที่ 17 พฤษภาคม 2556นี้ สถาบันไฟฟ้าและอิเล้กทรอนิกส์ร่วมกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมขอเรียนเชิญผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง และมีอายุระหว่าง 20 -55 ปีฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ โครงการพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรม(คพอ.) รุ่นที่267 เขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลด้วยการจัดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการครอบคลุมทุกด้าน พร้อมจะพัฒนาและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงตามสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น รู้หลักในการบริหารธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถอยู่รอดและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณกิติมา สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์: แผนกวิชาการ ฝ่ายสารสนเทศและวิชาการ โทรศัพท์0 2280 7272 ต่อ 501 โทรสาร 0 2280 7273, 0 2280 7277 (สัมภาษณ์ก่อนเข้าร่วมโครงการ)

ที่มา ThaiPR.net

พม.จัดสัมมนาการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสตรีในทางการเมือง ภาคกลาง

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดย สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ร่วมกับคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ และผู้พิการ สภาผู้แทนราษฎร จัดโครงการสัมมนาการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสตรีในทางการเมือง ภาคกลาง ระหว่างวันที่ ๙ —๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๖ มีผู้เข้าร่วมสัมมนาเป็นกลุ่มสตรีในเขตพื้นที่ภาคกลาง จำนวนทั้งสิ้น ๒๕ จังหวัด โดยมี นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานเปิดงาน ณ โรงแรมริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี

 นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า นโยบายความมั่นคงของชีวิตและสังคม เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ที่นายกรัฐมนตรี (นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) ต้องการเห็นสังคมไทย เป็นสังคมที่อยู่เย็นเป็นสุขและอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ บนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมในสังคม โดยมีหัวใจสำคัญ คือ ต้องเน้นการส่งเสริมความเสมอภาคให้เกิดขึ้นในสังคม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ การส่งเสริมให้เกิดความเสมอภาคระหว่างหญิงและชาย ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ เนื่องจากประเทศไทย มีผู้หญิงมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งประเทศ แต่กลับพบว่า ผู้หญิงบางส่วนยังประสบกับปัญหาการถูกล่วงละเมิดทางเพศ การตกเป็นเหยื่อของการกระทำความรุนแรง การถูกเลือกปฏิบัติ และขาดโอกาสในการเข้าไปมีบทบาทและมีส่วนร่วม ในการตัดสินใจ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการบริหาร แต่ปัจจุบัน ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีผู้หญิงคนแรก คือ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งส่งเสริมและสนับสนุนให้มีนโยบายเสริมสร้างพลังให้แก่สตรีไทย ด้วยการจัดตั้ง “กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี” โดยมุ่งเน้นให้สตรีมีการคัดเลือกกรรมการขึ้นมา เพื่อบริหารจัดการกันเอง อย่างเป็นธรรมและทั่วถึง ทั้งในระดับตำบล และระดับจังหวัด อันเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะส่งเสริมให้สตรี สามารถพัฒนาตนเอง และแสดงให้สังคมเห็นถึงพลังของผู้หญิงอีกมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ ที่มีความแข็งแกร่ง และมีส่วนร่วมในการผลักดันการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ สังคม และการบริหารจัดการ ในมิติต่างๆ ได้อย่างมีคุณภาพ

นายสันติ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงฯ มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมให้สตรีได้รับความรู้ และประสบการณ์ในด้านการเมือง จากผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง เพื่อส่งเสริมให้สตรีเกิดแรงบันดาลใจ และเห็นความสำคัญในบทบาท หน้าที่ และศักยภาพของตนเอง รวมทั้ง เกิดความเข้าใจอันดี และตระหนักว่าการเมืองเป็นเรื่องของคนทุกคน ไม่แบ่งเพศ โดยสตรีสามารถเข้าสู่ระบบการเมืองได้ ดังนั้น การสัมมนาครั้งนี้ จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นโอกาสอันดี ต่อการส่งเสริมให้สตรีเกิดแรงบันดาลใจที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อจะได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในทางการเมืองต่อไปในอนาคต

ที่มา ThaiPR.net

 

“ฮอว์กิง” คว่ำบาตรไม่ร่วมสัมมนากับยิวที่อิสราเอล

ฮอว์กิงระหว่างบรรยายพิเศษที่มหาวิทยาลัยคาลเทค (Caltech) สหรัฐฯ (Rod Pyle/สเปซด็อทคอม)

“สตีเฟน ฮอว์กิง” นักจักรวาลวิทยาร่างพิการผู้อัจฉริยะ ปฏิเสธการเข้าร่วมประชุมวิชาการที่จะจัดขึ้นในเดือน มิ.ย.ที่กรุงเยรูซาเลม เพื่อคว่ำบาตรทางวิชาการแก่อิสราเอล โดยเป็นการตัดสินในบนพื้นฐานความเข้าใจส่วนตัวของเขาเองเกี่ยวกับผลกระทบที่ชาวปาเลสไตน์ได้รับ

ทั้งนี้ ระหว่างวันที่ 18-20 มิ.ย. 2013 จะมีการประชุมใหญ่ทางวิชาการที่กรุงเยรูซาเลมของอิสราเอล แต่สเปซด็อทคอมและไลฟ์ไซน์ได้อ้างรายงานข่าวจากบีบีซีว่า สตีเฟน ฮอว์กิง (Stephen Hawking) นักจักรวาลวิทยาร่างพิการชื่อก้อง ได้ตัดสินใจที่จะไม่เข้าร่วมงานสัมมนาดังกล่าว

ด้านคณะกรรมการอังกฤษเพื่อมหาวิทยาลัยแห่งปาเลสไตน์ (British Committee for the Universities of Palestine : BRICUP) ซึ่งเป็นองค์กรทางวิชาการในอังกฤษที่ตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนการคว่ำบาตรทางวิชาการตามข้อเรียกร้องของปาเลสไตน์ แถลงว่าการตัดสินใจของฮอว์กิงเป็นไปอย่างอิสระ ภายใต้พื้นความรู้ของเขาเกี่ยวกับปาเลสไตน์

การประชุมที่อิสราเอลเป็นการประชุมระดับประธานาธิบดีที่จะพูดถึงสิ่งที่จะต้องเผชิญในอนาคต ทั้งด้านภูมิศาสตร์การเมือง เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม การศึกษา สื่อใหม่ และอื่นๆ อีกทั้งยังจะฉลองวันเกิด 90 ปี ให้แก่ประธานาธิบดี ชิมอน เปเรส (Shimon Peres) ด้วย โดยการประชุมประจำปีดังกล่าวจัดขึ้นเป็นปีที่ 5 แล้ว

เดิมทีฮอว์กิงในวัย 71 ปี มีกำหนดปาฐกฐาในพิธีเปิดประชุมวิชาการ ซึ่งในงานดังกล่าวมีคนใหญ่คนโต รวมทั้งผู้มีชื่อเสียงได้รับเชิญให้เข้าร่วมมากมาย อาทิ บิล คลินตัน (Bill Clinton) อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะเข้ารับรางวัลในงานเดียวกันนี้ หรือ เดวิด อะเลกซ์ร็อด (David Axelrod) อดีตที่ปรึกษาอาวุโสของนายบารัค โอบามา (Barack Obama) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ รวมถึงนักแสดงหญิงชารอน สโตน (Sharon Stone) ด้วย

สำหรับฮอว์กิงนั้นเขาได้รับการยกย่องให้เป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎีอัจฉริยะต่อจาก อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ซึ่งแม้ว่าเขาจะเจ็บป่วยจากโรคลูเกห์ริกส์ (Lou Gehrig’s disease) หรือโรคเอแอลเอส (ALS) แต่เขาก็สร้างองค์ความรู้ที่ยิ่งใหญ่เกี่ยวกับเอกภพ เขาคาดการณ์ว่าในระดับกลศาสตร์ควอนตัมนั้นสสารสามารถหลุดพ้นจากหลุมดำได้ และหลุมดำก็พ่นอนุภาคในกระบวนการที่เรียกว่าการแผ่รังสีฮอว์กิง (Hawking radiation)

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

ครม.เห็นชอบร่วมมือระบบรางกับเกาหลีใต้

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม. วานนี้ (7 พ.ค.) เห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระบบรางระหว่างกระทรวงคมนาคมของไทยกับกระทรวงที่ดิน การขนส่งและกิจการทางทะเลแห่งสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) เพื่อร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านเทคนิคของระบบรางและประสบการณ์ระหว่างกัน และมีแผนที่จะขยายความร่วมมือกับรัฐบาลประเทศฝรั่งเศส สเปน และเยอรมันต่อไป จากที่ก่อนหน้านี้ได้ร่วมมือกับประเทศจีนและญี่ปุ่น พร้อมกับยืนยันว่าบันทึกความเข้าใจดังกล่าวจะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และไม่มีการให้สิทธิพิเศษใดๆ ในการดำเนินโครงการรถไฟฟ้า และรถไฟความเร็วสูงของไทย เนื่องจากการดำเนินโครงการเหล่านี้จะเปิดกว้างให้ทุกประเทศเข้าร่วมได้

สำหรับประเทศเกาหลีใต้ มีประสบการณ์ดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงคล้ายกับแนวคิดของประเทศไทย คือใช้เป็นส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อจะได้เปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้แนวทาง การดำเนินโครงการเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในการลงทุน ตลอดจนได้ศึกษาการใช้ระบบเทคโนโลยีของประเทศเกาหลีใต้ที่มีการพัฒนาระบบของตัวเองสามารถนำมาใช้งานได้ดีและไม่มีปัญหา

ทั้งนี้ กรอบความร่วมมือได้กำหนดขอบเขตว่าให้ทั้ง 2 ประเทศมีกิจกรรมในการพัฒนาระบบรางร่วมกันในรูปแบบการให้คำปรึกษา การฝึกอบรม การให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ และการศึกษาดูงานระหว่างกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลด้านนโยบาย กฎระเบียบ รวมทั้งแลกเปลี่ยนการเยือนของเจ้าหน้าที่ระดับสูง ผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่ การจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการและการประชุมสัมมนาในหัวข้อที่สนใจร่วมกัน โดยให้สลับกันจัดประชุม และกำหนดวาระประชุมล่วงหน้า

“ยืนยันได้ว่าบันทึกข้อตกลงครั้งนี้ จะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายใดๆ ส่วนการดำเนินงานตามบันทึกความเข้าใจนั้น จะขึ้นอยู่กับระเบียบ งบประมาณและบุคลากรของทั้ง 2 ฝ่าย เป็นความร่วมมือระหว่างประเทศจึงต้อเสนอขออนุมัติจาก ครม.เท่านั้น”

รมว.คมนาคมกล่าวอีกว่า หลังจากนี้จะมีการทำความร่วมมือกับรัฐบาลของประเทศฝรั่งเศส สเปน และเยอรมันด้วย โดยจะเน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางด้านเทคโนโลยีต่างๆ ส่วนเรื่องการประกวดราคาโครงการรถไฟฟ้าและรถไฟความเร็วสูงนั้น จะเปิดกว้างให้กับทุกราย ไม่มีการให้สิทธิพิเศษ

ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

กรมเชื้อเพลิงฯ รุกแจงสื่อบุรีรัมย์ เข้าใจการสำรวจผลิตปิโตรเลียม

บุรีรัมย์ - กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติรุกเดินสายจัดสัมมนาสื่อท้องถิ่นบุรีรัมย์ แจงข้อมูลสร้างความรู้ความเข้าใจด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เน้นชูความมั่นคงด้านพลังงานคู่สังคม-สิ่งแวดล้อม เผยตัวเลขเก็บรายได้เข้ารัฐปีที่ผ่านมา 1.6 แสนล้าน กระจายเม็ดเงินกลับคืนพัฒนาท้องถิ่นกว่า 2.5 หมื่นล้าน

วันนี้ (7 พ.ค.) กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน จัดสัมมนาสื่อมวลชนทุกแขนงในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ห้องสัมมนา โรงแรมเทพนคร อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ โดยมีนายอภินันท์ จันทรังษี ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธาน และ น.ส.วรรณาภรณ์ สวัสดิมงคล รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ นำคณะผู้บริหารระดับสูงของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ พร้อมทั้งสื่อมวลชนจังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมในการสัมมนากว่า 100 คน

ทั้งนี้ เป็นการดำเนินการตามแผนงานการสร้างความรู้ความเข้าใจด้านปิโตรเลียมของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ภายใต้ชื่อโครงการ “เครือข่ายปิโตรเลียมประจำปี 2556” เพื่อให้ข้อมูล สร้างความรู้ความเข้าใจในด้านการดำเนินงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่สัมปทานปิโตรเลียม ด้านกฎหมายปิโตรเลียมและผลประโยชน์ที่ได้รับจากการประกอบกิจการด้านปิโตรเลียม

น.ส.วรรณาภรณ์ สวัสดิมงคล รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า การดำเนินงานด้านสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องกับประชาชนในพื้นที่เพื่อการดำเนินงานด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเป็นไปอย่างโปร่งใสจะต้องดำเนินภายใต้ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และให้ความสำคัญต่อการอยู่ร่วมกันของชาวบ้านและภาคธุรกิจอื่นๆ โดยเน้นการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานควบคู่กับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม

ส่วนสถานการณ์การใช้พลังงานของประเทศในปี 2555 ประเทศไทยมีการใช้พลังงานเชิงพาณิชย์เฉลี่ยวันละ 1.97 ล้านบาร์เรล เทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน มีสัดส่วนชนิดเชื้อเพลิงเป็นก๊าซธรรมชาติ 44% น้ำมันดิบ 36% ถ่านหิน ลิกไนต์ 17% พลังน้ำ และอื่นๆ 3%

ขณะที่การจัดหาพลังงานภายในประเทศสามารถพึ่งพาตัวเองได้ประมาณ 43% โดยจัดหาก๊าซธรรมชาติได้ 3,680 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ก๊าซธรรมชาติเหลว 91,000 บาร์เรลต่อวัน น้ำมันดิบ 145,000 บาร์เรลต่อวัน

จากสถิติความต้องการใช้พลังงาน พบว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเกือบทุกปีตามการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศ แต่เพื่อลดสัดส่วนการพึ่งพาพลังงานจากการนำเข้าให้ได้สูงสุด จึงจำเป็นต้องดำเนินการสำรวจและพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมในประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการเตรียมการเพื่อเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 โดยมีพื้นที่ครอบคลุมทางภาคเหนือ กลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงบริเวณอ่าวไทย

น.ส.วรรณาภรณ์กล่าวอีกว่า สำหรับการจัดเก็บรายได้จากการดำเนินงานด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในปีที่ผ่านมา รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 161,911 ล้านบาท ประกอบด้วย 1. ค่าภาคหลวงปิโตรเลียม 60,234 ล้านบาท 2. รายได้จากการดำเนินงานในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJA) 15,822 ล้านบาท 3. เงินผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ 4,077 ล้านบาท และ 4. ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม มีมูลค่าสูงถึง 81,778 ล้านบาท ซึ่งรายได้ดังกล่าว นับว่ากรมเชื้อเพลิงธรรมชาติสามารถจัดเก็บรายได้เข้ารัฐมากเป็นอันดับต้นของประเทศ หากนับรวมรายได้จากการประกอบกิจการด้านปิโตรเลียมของกรมแล้วมีรายได้สะสมเข้ารัฐทั้งหมดกว่า 1.166 ล้านล้านบาท

โดยรายได้จากการจัดเก็บดังกล่าวได้มีการจัดสรรคืนกลับไปพัฒนาท้องถิ่นทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิต มีวงเงินกว่า 25,511 ล้านบาท ซึ่งได้จัดสรรให้กับท้องถิ่น ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยกระจายผ่านไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกระดับ ทั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) อีกทั้งได้นำรายได้ที่จัดเก็บได้ส่งกระทรวงการคลังเพื่อนำไปใช้เพื่อการพัฒนาประเทศต่อไป

ด้านนายอภินันท์ จันทรังษี ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า โครงการขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียมที่ทางกระทรวงพลังงานกำลังดำเนินการในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ หากขุดเจาะพบก็จะเกิดประโยชน์หลายด้าน ทั้งสามารรถลดปริมาณการนำเข้าน้ำมัน และลดการพึ่งพาแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้าจากต่างประเทศได้ ส่วนที่มีบางกลุ่มออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านนั้น ก็เพราะยังไม่เข้าใจข้อมูลที่แท้จริงหรือประโยชน์ที่จะได้รับ 

ดังนั้น การจัดสัมมนาสื่อมวลชนครั้งนี้เชื่อว่าจะนำข้อมูลไปเผยแพร่ถ่ายทอดให้ประชาชนในหมู่บ้าน ชุมชนต่างๆ ได้เข้าใจอย่างถูกต้องถึงวัตถุประสงค์ของการดำเนินโครงการดังกล่าว

ที่มา  ASTVผู้จัดการออนไลน์

คค.เตรียมจัดสัมมนาหาแนวทางป้องกันอันตรายจากการจุดบั้งไฟ

       วันพรุ่งนี้ (7 พ.ค.) พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ปลัดกระทรวงคมนาคม จะเป็นประธานเปิดการสัมมนา เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงอันตรายร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นต่ออากาศยานจากการจุดบั้งไฟ โดยมีนายวันชัย สุทธิวรชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี พลตำรวจโทเชิด ชูเวช ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 3 หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร ที่มหาวิทยาลัยการจัดการ และเทคโนโลยีอิสเทิร์น จังหวัดอุบลราชธานี โดยเห็นว่าการจุดบั้งไฟเกี่ยวข้องโดยตรงต่อความปลอดภัยของการบินและอากาศยาน ชีวิต ทรัพย์สิน และภาพลักษณ์ของประเทศ หากอากาศยานเกิดประสบภัยจากการจุดบั้งไฟ เพื่อให้หน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรภาคประชาสังคม และประชาชนในพื้นที่เขตปลอดภัยในการเดินอากาศ และพื้นที่เสี่ยงตามแนวขึ้น – ลง ของเครื่องบินบริเวณโดยรอบท่าอากาศยานอุบลราชธานี มีความรู้ ความเข้าใจ ตระหนักถึงอันตรายร้ายแรงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการจุดบั้งไฟ และให้ความร่วมมือปฏิบัติตามแนวทางและมาตรการที่กำหนด
อย่างไรก็ตามกระทรวงคมนาคม ได้กำหนดแนวทางและมาตรการป้องกันและลดความเสี่ยงอันตรายร้ายแรง โดยขอความร่วมมือจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชน งดจุดบั้งไฟในพื้นที่เขตปลอดภัยในการเดินอากาศยาน และพื้นที่เสี่ยงตามแนวขึ้น-ลง ของเครื่องบิน บริเวณโดยรอบสนามบิน ขอให้ส่งข้อมูลการจุดบั้งไฟให้กับศูนย์ควบคุมการบินในพื้นที่ทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน เพื่อออกประกาศให้นักบินทราบ หรือ NOTAM (โนตัม)โดยด่วน และขอให้งดจุดบั้งไฟที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งมีความสูงเกินกว่า 5,000 ฟิต ตามมาตรฐานขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO ที่กำหนดกฎหมายหลักด้านการบินระหว่างประเทศ ที่ทุกประเทศต้องยอมรับและออกเป็นกฎหมายภายในของตนเอง ซึ่งประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการแก้ไข โดยมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในการเดินอากาศ

 

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์